วันจันทร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บทความวันแม่

บทความวันแม่ เขียนถึง… แม่


เขียนถึง... แม่ -1
ตั้งแต่เด็กมาแล้วไม่ว่างานวันแม่ของโรงเรียนปีไหนๆ ฉันก็ทำได้เพียงอยู่ด้านหลังเป็นเด็กกลุ่มเล็กๆที่ไม่มีแม่มาร่วมงาน ฉันเข้าใจดีว่างานของแม่ไม่มีวันหยุดจึงไม่แปลกอะไรที่ฉันจะชินกับงานวันแม่ที่ฉันต้องมองคนอื่นกราบแม่กัน ไม่เคยนึกอิจฉาใครหรือร่ำร้องจะพาแม่มาร่วมงานเหมือนกับที่เห็นหลายๆคนเป็น
เขียนถึง... แม่ -3
แม่ไม่เคยมารับฉันที่โรงเรียนเหมือนกับเพื่อนร่วมชั้น แม่ไม่เคยทำกับข้าวให้กินเพราะที่บ้านมีคนทำแล้ว แม่ไม่เคยรีดเสื้อให้เพราะมีพี่สาวของฉันเป็นคนทำ แม่ไม่เคยเล่านิทานให้ฟังเพราะกว่าแม่จะเข้าบ้านฉันก็หลับไปพร้อมกับละครหลังข่าวทุกที อะไรหลายๆอย่างที่แม่คนอื่นทำให้ลูก แม่ฉันไม่เคยทำให้หรอก งานและภาระของแม่ดึงเอาเวลาที่มีต่อฉันไปจนหมด แต่แปลก…ฉันไม่เคยเลยที่จะรู้สึกว่าช่วงเวลาที่แม่รักฉันขาดหายไปด้วย ไม่เคยนึกโกรธที่แม่แตกต่างจากคำว่า ‘แม่ในอุดมคติ’
เขียนถึง... แม่ -4
ชีวิตเรียบๆ เรื่อยๆ ของฉันมีแม่เป็นต้นแบบมาตลอด แต่แปลก…ฉันกลับไม่สามมารถเหมือนแม่ได้ทั้งหมด แม่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ใจดี แม่ให้ทั้งกับคนที่ให้และไม่ให้ แม่ไม่เคยโกรธใคร ไม่เคยว่าร้ายใคร แม่ไม่เคยคิดจะเอาชนะใคร แม่ไม่เคยทะเลาะกับใคร แม่ถือคติว่า ‘ใครทำอะไรก็ช่างเขา เราอโหสิให้’ แต่ฉันสิกลายเป็นด้านมืดเลยทีเดียวเมื่ออยู่กับแม่ เวลาที่ฉันโมโหใครแม่ก็จะบอกว่า “โหสินะโหสิ”นั่นล่ะคำพูดติดปากเลยทีเดียว ไม่ว่าใครทำอะไรกับแม่หรือครอบครัวแม่ก็ให้อภัยเขาเสมอจนบางทีฉันก็รู้สึกว่ามันมากเกินไป และเพราะความที่แม่เป็นแบบนี้ทำให้ฉันเคยรู้สึก ‘โกรธแม่’
เขียนถึง... แม่ -5
ช่วงเวลาหนึ่งปัญหาใหญ่ได้ผ่านมาในชีวิตของฉัน อะไรหลายๆ อย่างประเดประดังเข้ามาในชีวิตพร้อมกัน สภาพจิตใจตอนนั้นสะบักสะบอมจนแทบจะยอมแพ้กับชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย เกือบจะตัดสินใจที่จะย้ายที่เรียนด้วยซ้ำไป ณ เวลานั้นฉันกล่าวโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของแม่ เพราะสิ่งที่แม่สอนทำให้ฉันอ่อนแอ ทำให้ฉันกลายเป็นคนที่โดนเพื่อนหักหลัง กลายเป็นคนที่ยอมเป็นบันไดให้คนอื่นปีนไปหาความสำเร็จในขณะที่ตนเองกำลังจะจมลงไปในความผิดหวังและพ่ายแพ้ กลายเป็นคนโง่ที่ยอมให้อภัยกับมิตรเทียมซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นคนที่ต้องอดทนกลืนความทุกข์ไว้เพียงลำพัง
เขียนถึง... แม่ -6
ความเป็น ‘ฉัน’ ในวันนั้นคือสิ่งที่ถูกแม่หล่อหลอมให้เข้ามาอยู่ในสังคมแห่งการเอาตัวรอด และกำลังจะไปไม่รอดเพราะทนรับทุกอย่างไว้ไม่ไหว แต่ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจกับอนาคตของตัวเอง ฉันก็เลือกที่จะกลับบ้านกลับมาตั้งหลักยังสถานที่อันเป็นเหมือนฐานทัพทางจิตใจ ทันทีที่เท้าก้าวเข้าสู่ประตูบ้าน แม่ก็ยิ้ม…ยิ้มรับลูกสาวที่เดินกลับเข้ามาในบ้าน ไม่ถามอะไรทั้งสิ้น…ประโยคเดียวที่แม่พูดกับฉันในวันนั้นคือ…
“ไม่เป็นไรนะลูก…ไม่เป็นไร”
ไม่ใช่คำพูดของแม่หรอกที่ทำให้ฉันผ่านทุกอย่างมาได้ แต่เป็นเพราะแม่เป็นคนที่รอรับฉันอยู่หน้าประตูต่างหาก ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าโลกใบนี้อาจจะมีเรื่องราวมากมายที่บั่นทอนความรู้สึกของฉัน แต่ทุกอย่างมันจะกลับมาเติมเต็มจนล้นทุกครั้งเมื่อกลับมาถึงบ้านที่มี ‘แม่’ รอ
“แม่คะรู้ไหม…หนูอาจจะรักคนได้ทั้งโลกอย่างที่แม่บอก แต่วันนี้หนูรู้แล้วว่า…รักที่สุดของหนูอยู่ที่ใคร…หนูรักแม่นะคะ”

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การเลือกตั้งรัฐมลตรีของมาเลเซีย


การเลือกตั้งรัฐมลตรีของมาเลเซีย


        ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (5 พ.ค.) ปรากฎว่า พรรคแนวร่วมรัฐบาลสามารถคว้าชัยชนะไว้ได้อีกครั้ง ทำให้ได้ครองอำนาจต่อไปอีกเป็นปีที่ 56 ติดต่อกัน
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งทั่วไปของมาเลเซีย ซึ่งมีขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ (5 พ.ค.) ปรากฏว่า หลังปิดหีบลงคะแนนผ่านไปประมาณ 9 ชั่วโมง และนับบัตรได้กว่า 2 ใน 3 ของทั้งหมด พรรคร่วมรัฐบาลในนาม “แนวร่วมแห่งชาติ” นำโดยพรรคอัมโนของ นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค คว้าชัยชนะได้สำเร็จ เมื่อได้ ส.ส. เข้าสู่รัฐสภาแล้วอย่างน้อย 127 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากจากทั้งหมดในรัฐสภา 222 ที่นั่ง สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเอกเทศ ขณะที่แนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค นำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม ได้ ส.ส. แล้ว 77 ที่นั่ง



       นับเป็นชัยชนะการเลือกตั้งทั่วไป 13 ครั้งติดต่อกัน ของพรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งผูกขาดครองอำนาจเป็นรัฐบาลมาตลอด ตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี พ.ศ. 2500และเป็นชัยชนะที่ค่อนข้างผิดความคาดหมายก่อนหน้านี้ ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ชี้ว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่สุดจากฝ่ายค้าน
เจ้าหน้าที่คณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติมาเลเซีย เผยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนราว 13 ล้านคน ตัวเลขผู้ที่ออกไปใช้สิทธิสูงถึง 80 % หรือกว่า10 ล้านคน โดยการลงคะแนนมีขึ้นในหน่วยเลือกตั้งกว่า 8,000 หน่วยทั่วประเทศ ระหว่างเวลา 08.00 น. – 17.00 น.

      

        พรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซียคว้าชัยเลือกตั้งทั่วไปเป็นปีที่ 56 ติดต่อกัน แต่ฝ่ายค้านประกาศไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ว่า แม้พรรคร่วมรัฐบาลมาเลเซียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค จะเป็นฝ่ายชนะในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 5 พ.ค. คงอำนาจต่อเนื่องเป็นปีที่ 56 แต่นายอันวาร์ อิบราฮิม หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้าน ประกาศยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ โดยเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น      ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ระบุว่า พรรคร่วมรัฐบาล “แนวร่วมแห่งชาติ” 13 พรรค ที่นำโดยพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ ( อัมโน ) ของนาจิบ สามารถคว้าที่นั่งในรัฐสภาได้ถึง 133 ที่นั่ง จาก 222 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแนวร่วม “ปากาตัน รัคยัต” หรือพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน 3 พรรค นำโดยพรรคความยุติธรรมปวงชน ( พีเคอาร์ ) ของอันวาร์ ได้ไป 89 ที่นั่ง โดยมีผู้มาใช้สิทธิ์ลงคะแนนมากถึง 10 ล้านคน จากทั้งหมด 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 80 ซึ่งสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์      ทว่านาจิบถือเป็นนายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนแรกในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ประเทศได้รับเอกราชจากอังกฤษ 
       เมื่อปี2500 ที่ได้รับคะแนนนิยมประชาชนน้อยกว่าผู้สมัครจากพรรคแนวร่วมฝ่ายค้าน คือ 5.22 ต่อ 5.48 ล้านคะแนน อย่างไรก็ตาม ผู้นำมาเลเซียวัย 59 ปี ประกาศชัยชนะและขอให้ทุกฝ่ายยอมรับผลการเลือกตั้งที่ออกมา ที่เป็นการตัดสินใจโดยบริสุทธิ์ของประชาชน เพื่อความปรองดองและสมานฉันท์ในอนาคต
ขณะที่อันวาร์ วัย 65 ปี ปฏิเสธยอมรับความพ่ายแพ้ พร้อมกับประณามการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่าเต็มไปด้วยการทุจริต ดังนั้น ผลคะแนนที่ออกมาจึงไม่มีความโปร่งใส่พอ แม้ปากาตัน รัคยัต จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 5 ปีก่อนถึง 14 ที่นั่งก็ตาม แต่ก็ต้องสูญเสียที่นั่ง 1 ใน 4 รัฐที่เคยแย่งชิงมาจากฝ่ายรัฐบาล กลับคืนไปให้นาจิบในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งนี้ มาเลเซียแบ่งการปกครองออกเป็น 13 รัฐ


      

      ด้านนายเจมส์ ชิน ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ในสิงคโปร์ แสดงทรรศนะเกี่ยวกับการเลือกตั้งของมาเลเซียครั้งนี้ว่า เป็นการต่อสู้กันอย่างสูสีที่สุด เนื่องจากนอกเหนือจากแรงกดดันภายนอกแล้ว ทั้งนาจิบและอันวาร์ต่างต้องเผชิญแรงเสียดทานภายในพรรคไม่แพ้กัน โดยนาจิบต้องการแย่งชิงที่นั่งที่เสียไปเมื่อปี 2551 กลับคืนมาให้ได้มากที่สุด เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากสมาชิกพรรค ซึ่งแม้จะทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยพรรครัฐบาลก็ยังคงครองเสียงข้างมาก
อันวาร์จึงดูเหมือนเป็นฝ่ายตกที่นั่งลำบากมากกว่า และอาจถึงขั้นต้องอำลาเส้นทางการเมือง หลังประกาศชัดก่อนหน้านี้ว่า จะลาออกจากการเป็นหัวหน้าของปากาตัน รัคยัต หากเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้ง       มาเลเซียเปิดหย่อนบัตรเลือกตั้งทั่วไปแล้วเมื่อเช้าวันอาทิตย์นี้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เมื่อฝ่ายค้านชูนโยบายปฏิรูปสำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 5 พ.ค.ว่า นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย ได้ออกมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนเสียง การเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล เพราะการหาเสียงอย่างดุเดือดในประเทศที่ประกอบด้วยหลายเชื้อชาติและข้อกล่าวหาฉ้อโกง รวมถึงความรุนแรง       หน่วยเลือกตั้งต่างๆทั่วประเทศ ได้เปิดให้ลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 น.เช้าวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับ 07.00น.วันเดียวกันตามเวลาในประเทศไทย และ ปิดหีบเลือกตั้งในเวลา 17.00 น. วันเดียวกัน ตรงกับ 16.00 น.ตามเวลาในประเทศไทย จากนั้นก็จะเริ่มนับผลคะแนนเลือกตั้ง ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็คงจะทราบผลการเลือกตั้ง       ประชาชนชาวมาเลเซียรอคอยผลการเลือกตั้งครั้งนี้ นับตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2551 เป็นต้นมา เพราะพรรคฝ่ายค้านสามารถผนึกกำลังต่อสู้กับพรรคพันธมิตรฝ่ายรัฐบาล ซึ่งกุมอำนาจรัฐมาโดยตลอด นับตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชเมื่อปี2500 เป็นต้นมา พรรคพันธมิตรฝ่ายรัฐบาล นำโดยพรรคองค์การสหมาเลย์แห่งชาติ หรือ อัมโน ซึ่งมีนายนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำ จะต้องสู้กับพันธมิตรฝ่ายค้าน สัญญาประชาชน นำโดยนายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยอยู่กับพรรคอัมโนมาก่อน ก่อนที่จะโดนมรสุมการเมืองกระหน่ำ จนต้องมาอยู่ฝ่ายค้าน แต่นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ผลออกมาสูสีกันมาก จนไม่สามารถคาดเดาได้ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ชนะ